Home เรื่องน่ารู้ แม่จบป.โท พ่อจบด็อกเตอร์ ลูกเรียนไม่ได้เรื่อง แต่พวกเรากลับภาคภูมิใจที่เขาเรียนแย่

แม่จบป.โท พ่อจบด็อกเตอร์ ลูกเรียนไม่ได้เรื่อง แต่พวกเรากลับภาคภูมิใจที่เขาเรียนแย่

5 second read
ปิดความเห็น บน แม่จบป.โท พ่อจบด็อกเตอร์ ลูกเรียนไม่ได้เรื่อง แต่พวกเรากลับภาคภูมิใจที่เขาเรียนแย่
0
699

อีกหนึ่งบทความดีๆ น่าอ่านและเชื่อว่าเป็นแรงบรรดาลใจดีๆ สร้างพลังงานบวกให้หลายๆ คนได้ โดยเมื่อไม่นานมานี้เว็บไซต์ต่างประเทศได้นำเสนอเรื่องราวของชาวเน็ตท่านหนึ่ง โดยเรื่องราวมีอยู่ว่า ลูกชายฉันไม่เก่งเลข แต่เขาทำอาหารอร่อย เขียนเรียงความไม่ได้เรื่อง แต่กตัญญูต่อพ่อแม่ ใครๆก็ต่างอยากร่ำรวยประสบความสำเร็จมีชื่อเสียง น่าเสียดาย 90% ของผู้คนเป็นคนธรรมดา

(เป็นเพียงภาพประกอบเท่านั้น)

ฉันคิดทบทวนอยู่นาน พ่อของลูกเป็นดอกเตอร์ด้านเต่าทะเล ฉันเองก็จบมหาวิทยาลัยดัง ฉันมีลูกตอนอายุที่เหมาะที่สุด ตามแผนที่วางไว้ แถมฉันยังบำรุงร่างกายด้วยอาหารมีประโยชน์สารพัดก่อนจะตั้งครรภ์ เพื่อให้ลูกแข็งแรง

ช่วงเวลาที่ตั้งท้อง 9 เดือน ฉันไม่เคยกินอาหารนอกบ้าน เพื่อลูกจะได้ไม่ต้องรับอาหารที่ปนเปื้อนเข้าสู่ร่างกาย

(เป็นเพียงภาพประกอบเท่านั้น)

ในที่สุด ลูกชายก็คลอดออกมาน่ารักแข็งแรง ตาใสปิ๊ง ตามที่หวัง ฉันกับสามีคิดว่าเขาจะต้องเป็นเด็กที่ฉลาดแน่ๆ แต่ตั้งแต่เขาเริ่มเข้าโรงเรียน ฉันเคยคิดว่าเขาจะทำให้พวกเราภาคภูมิใจ

ความหวังสวยงามเสมอ แต่ความจริงกลับเลวร้าย แม้ว่าพวกเราจะไม่อยากยอมรับ แต่เรื่องจริงคือ… ลูกชายเรียนไม่เก่ง

ในโรงเรียนมีเด็กสองประเภทที่ครูจะจำได้แม่นคือ เรียนเก่งกับเรียนแย่ ผู้ปกครองของนักเรียนที่เรียนดี ทุกครั้งที่ไปโรงเรียนก็จะยืดมาก ใบหน้าเต็มไปด้วยความมั่นใจและภาคภูมิใจ แต่ในฐานะคุณแม่ของนักเรียนที่เรียนแย่ ทุกครั้งที่ไปโรงเรียน

ฉันจะแอบไปนั่งมุมๆ จงใจใส่เสื้อผ้าสีเข้มๆ กลัวผู้ปกครองคนอื่นกับคุณครูจะสังเกตเห็น ต่อมาเพื่อให้ผลการเรียนลูกทันคนอื่น ฉันก็เลยไปสมัครเรียนพิเศษให้ลูกหลายต่อหลายที่ ถึงขนาดยอมเสียเงินให้ลูกเรียนตัวต่อตัว

(เป็นเพียงภาพประกอบเท่านั้น)

แต่ก็เท่านั้น ผลการเรียนของลูกก็ยังไม่ดีขึ้น ในที่สุด ฉันก็ต้องยอมรับความจริงอันน่ากลัวนี้ ลูกของฉันเป็นเด็กเรียนธรรมดา จริงๆ แล้วเขาเป็นเด็กดี เชื่อฟัง ฉันให้เขาไปเรียนพิเศษ

เขาก็ทำตามหน้าที่อย่างจริงจัง หน้าร้อนปีนั้น ฉันสมัครให้ลูกเรียนพิเศษภาษาอังกฤษกับเลข ลูกบอกฉันเองว่า “แม่ครับ สมัครเพิ่มให้ผมอีกสักวิชาเถอะ ไม่อย่างนั้นผมกลัวว่าผมจะไม่ทันเพื่อน…” ฉันปวดใจ

ลูกพยายามและเชื่อฟัง แต่ก็ยังเรียนไม่ดี จะไปตำหนิเขาได้ยังไง ดูแลลูกเรื่องเรียนมา 4 ปีกว่า ฉันจำเป็นต้องยอมรับ บางคนเกิดมาเหมาะกับการเรียนหนังสือ แต่บางคนก็ไม่เหมาะ

ก็เหมือนบางคนเกิดมาก็ร้องเพลงเก่ง บางคนไม่ต้องมีครูสอนก็วาดรูปสวย บางคนไม่กี่ขวบก็เริ่มเขียนกลอนได้ …พรสวรรค์เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง

ต่อมา ในที่สุดฉันกับสามีก็เข้าใจ คนเรียนเก่งอย่างเราสองคนได้ให้กำเนิดลูกที่เรียนไม่เก่ง ฉันเลิกเปรียบเทียบกับผู้ปกครองคนอื่น และเริ่มตรวจสอบตัวเอง เริ่มคิดอย่างใจเย็นว่าทำไมต้องให้ลูกเรียน จริงๆ แล้ว

พวกเราต้องการให้ลูกขยันเรียนเพราะอะไร ไม่มีอะไรมากไปกว่าการที่เราต้องการให้ในอนาคตเขามีความสามารถเลี้ยงตัวเองได้ มีคุณค่าในตัวเองและคุณค่าต่อสังคม แต่ลูกชายของฉัน เขาขยัน รู้ความ จิตใจดี ในอนาคตตั้งใจทำงานธรรมดาๆ สักอาชีพหนึ่ง จะไม่มีกินเชียวหรือ?

ลูกของฉัน แม้ว่าจะไม่เก่งเลข แต่เขาชอบทำอาหาร เปิดดูตำราทำอาหารทุกเล่มที่ฉันซื้อมา ตอนนี้เขาแค่ 10 ขวบ สามารถทำอาหารได้อร่อยหลายเมนูแล้ว

ลูกของฉัน แม้ว่าภาษาอังกฤษจะไม่ได้เรื่อง ลืมว่าคำศัพท์สะกดยังไงตลอด แต่เขาเป็นคนจิตใจดี เวลาเปิดประตูเข้าอาคาร ถ้าเขาเห็นว่าด้านหลังมีคนตามมา เขาจะเอามือเล็กๆ จับประตูไว้ รอให้คนที่เดินตามหลังมาเข้าประตูมาด้วยกัน

มีอยู่คืนหนึ่ง ฉันปวดคอมาก ลูกก็บอกว่า “แม่ไปนอนเถอะครับ ผมดูแลเอง” ฉันนอนสลึมสลือ ผ่านไปสักพักน่าจะเป็นตอนที่ลูกทำการบ้านเสร็จ เขาค่อยๆ เดินเข้ามาหาฉัน แล้วก็ห่มผ้าห่มให้ ฉันเคยโดนความคิดหนึ่งครอบงำเป็นเวลานาน เมื่อเห็นลูกชายเรียนไม่ได้เรื่อง ก็คิดถึงคำโบราณว่า ลูกเรียนดีเกิดมาเพื่อตอบแทน ลูกเรียนแย่เกิดมาเพื่อเป็นกรรม

แต่ตอนนนี้ ฉันไม่คิดอย่างนั้นแล้ว ตอนที่เพิ่งเปิดเทอม ในชั้นมีการลงคะแนนเลือกกรรมการ อาจารย์ที่ปรึกษาบอกฉันว่า “วันนี้กลับบ้านไปอย่าลืมชมลูกชายนะคะ เขากล้าที่จะขึ้นเวทีอย่างกล้าหาญเพื่อรับคัดเลือกเป็นกรรมการกีฬา แถมนักเรียนในห้องทั้ง 38 คนล้วนเลือกเขา ซึ่งตอนนั้นอีก 4 คนที่เข้ามารับคัดเลือกด้วยกัน ทุกคนเรียนดีอยู่ใน 10 อันดับแรก”

อาจารย์ที่ปรึกษายังบอกอีกว่า “ผลของการเลือกครั้งนี้ ตัวดิฉันเองก็คิดไม่ถึง ดิฉันก็เลยถามนักเรียนทุกคนว่าทำไมเลือกเขา เด็กๆ พูดกันไปต่างๆ นานา แต่ประเด็นสำคัญก็คือเขาซื่อสัตย์ ร่าเริง ช่วยเหลือคนอื่น เวลาใครมีปัญหาเขาจะเป็นคนแรกที่ยื่นมือเข้าไปช่วย….”

ได้ยินอาจารย์ที่ปรึกษาพูดแบบนั้น ฉันก็ซาบซึ้งและภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก ใช่เขาเรียนไม่ได้เรื่อง ผลการสอบจะอยู่ท้ายๆ แทบทุกครั้ง แต่เขาเป็นเด็กดี รักคนอื่นและรักตัวเอง เคารพคนอื่นและเคารพตัวเอง มีจิตใจโอบอ้อมอารีกับทุกคนรอบตัว นี่มันมีคุณค่ายิ่งกว่าผลการเรียนหรือทรัพย์สมบัติเสียอีกไม่ใช่หรือ ?

ทุกคนต่างปรารถนาจะประสบความสำเร็จ อยากร่ำรวยมีชื่อเสียง แต่น่าเสียดาย คน 90% เป็นแค่คนธรรมดา การเอาผลการเรียนมาตัดสินว่าลูกดีหรือเลว เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เด็กเป็นดอกไม้ที่ค่อยๆ บาน จะใช้การมองแค่มุมเดียวตัดสินไม่ได้ พวกเราไม่ควรดูหมิ่นคนธรรมดา

แต่ควรยอมรับคนธรรมดา หากสามารถสบายใจกับความธรรมดา สุขภาพแข็งแรงมีความสุขในการทำงานที่ตัวเองชอบ ไม่ละเมิดคนอื่น ค่อยๆ เป็นดอกไม้ที่บานในแบบของตัวเอง ก้าวเดินไปอย่างมั่นคงจนแก่เฒ่า…

ฉันว่า นี่เป็นวิถีชีวิตที่ประสบความสำเร็จที่สุด

มีอยู่วันนึงฉันไปรับลูกตอนเลิกเรียน ฉันเห็นลูกยิ้มแป้นวิ่งเข้ามาหา ในมือมีคุกกี้หนึ่งชิ้น บอกว่าโรงเรียนแจกตอนกลางวัน เขาบอกว่าอร่อยมาก ก็เลยเก็บไว้ให้ฉันหนึ่งชิ้น ฉันตื้นตันขึ้นมาทันที ฉันว่าลูกของฉันโตขึ้นจะต้องเป็นคนที่พึ่งพาตัวเองได้ ไม่ว่าเขาจะทำอาชีพอะไรก็ตาม ทำงานมาทั้งวัน

เขากลับบ้านที่อบอุ่นของตัวเอง ทำหน้าที่เป็นสามีที่อ่อนโยน เป็นคุณพ่อที่รับผิดชอบ พอพวกเราไม่สบาย เขาก็จะอดทนดูแลพวกเรา….เติบโตมาเป็นคนแบบนี้ ฉันว่า ในฐานะคนเป็นพ่อแม่ นี่คือสิ่งที่ปรารถนาให้ลูกเป็นที่สุด คุณอาจจะต้องเปลี่ยนมุมมอง เพื่อจะได้มองเห็นลูกในมุมที่ต่างออกไป

Load More Related Articles
Load More By adminNa adminNa
Load More In เรื่องน่ารู้
Comments are closed.

Check Also

3 ของขลั७ บิณฑ์ บรรลือฤnธิ์ พกติดตัวไม่ห่า७กาย

3 ของขลั७ บิณฑ์ บรรลือฤnธิ์ พกติดตัวไม่ห่า७กาย เป็นอีกห … …