แย่งแฟนเราไป คือเขาเอาโชคร้ายไปจากเราแล้ว

กรรมของเขา ก็ปล่อยเอาไป

มุมมองของเรา เราดีด้วยทุกอย่าง

มุมมองของเขา เราไม่ได้อย่างใจสักอย่าง

มุมมองของเรา ยังไม่เลิกกัน

มุมมองของเขา ถือเอาคำด่าไล่เป็นการเลิกแล้ว

มุมมองของเรา เขาแย่งเรา

มุมมองของเขา คนของเราไปเอง

มุมมองของเรา เขาทำร้ายเรา

มุมมองของเขา เราทำตัวเอง

มุมมองของเรา บาปมีจริงเมื่อเราเป็นฝ่ายเจ็บ

มุมมองของเขา บาปมีไม่มีไม่รู้ รู้แต่ได้มาแล้วเป็นสุข

มุมมองของเรา สาปแช่งให้เขาพินาศทุกนาที

มุมมองของเขา ขอพรให้ตัวเองอยู่ทุกวัน

จะเห็นว่าเรื่องของมุมมองนั้น
ต่างฝ่ายต่างคิด ต่างฝ่ายต่างมอง ต่างฝ่ายต่างเอาความรู้สึกของตัวเองเป็นที่ตั้ง มองอย่างไรก็ล็อกความเชื่อไว้อย่างนั้น ทำกรรมตามทิศทางความเชื่อนั้นๆ บางคนร้ายแสนร้าย ด่าคนรักให้เจ็บช้ำน้ำใจเช้าเย็น แต่พอเขาทนไม่ไหว…ขอเลิก ก็ทำร้ายร่างกายบ้าง เอามาด่าประจานในเน็ตบ้าง เขาหนีไปมีใหม่ก็ตามราวีบ้าง แถมยังกล้าจาระไนคุณงามความดีของตนให้ใครต่อใครฟัง

สร้างความเชื่อว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูกกระทำ อีกฝ่ายผิดศีลข้อ ๓ อยากดูนักว่าเมื่อใดผลกรรมจะตามทัน ประเภทนี้มีจริง อีกทั้งมีให้เห็นอยู่ไม่น้อยเสียด้วย! แต่ก็มีที่เป็นฝ่ายถูกกระทำจริงๆ แสนดีแค่ไหน อีกฝ่ายก็ไม่เห็นค่าอาจเพราะยอมทุกอย่างจนไม่เหลือค่า หรืออาจเพราะอีกฝ่ายสำคัญตัวว่ามีค่าเหนือกว่ามาก

อยากใช้ราคาของตัวให้คุ้มไปทั่วๆ ไม่เคยมีคำว่ากาเมสุมิจฉาจารอยู่ในหัวเลย ยิ่งถ้าร้ายขนาดทิ้งลูกเมียลงคอ ทั้งที่ลูกยังเล็ก และเมียยังต้องการความช่วยเหลือ ก็มองได้สถานเดียวว่า ใจฝ่ายชายต้องร้าย ต้องเหี้ยมโหด เพียงพอที่จะฆ่าคนทั้งเป็น ซึ่งใจอย่างนั้น ใครได้ไปก็ยากจะคาดหมายให้สัตย์ซื่อใจเดียวคอย ที่แท้ใครได้ไป น่าจะต้องคิดระแวงไม่เลิกว่า

วันไหนจะถึงตาเราบ้าง เราเคยเป็นเหยื่อล่อให้เขางับ พอเจอเหยื่อล่อใหม่เขาคงงับอีกพระพุทธเจ้าตรัสไว้กว้างๆ ว่า

กาเมสุมิจฉาจารนั้น เมื่อทำให้มาก (คือส้องเสพลูกเขาเมียใครไม่เว้นหรือคบชู้สู่ชายไม่เลือกหน้า) ย่อมเป็นเหตุให้ไปสู่อบาย หรือถ้าวาสนาดีพอจะกลับมาสู่โลกมนุษย์อีก โทษสถานเบาคือจะเป็นผู้มีภัยเวร

เห็นได้ชัดว่า การผิดศีลข้อ ๓ เป็นเหตุให้เกิดภัยเวรเห็นทันตาจริงๆ และยิ่งวัน ศีลข้อ ๓ ก็ยิ่งผิดกันง่ายขึ้นเรื่อยๆ แต่พยากรณ์ยากขึ้นทุกทีว่า จะเกิดเรื่องอะไรร้ายแรงขนาดไหน เพราะคนยุคเราเจ็บใจแล้วหน้ามืดกันไปหมด แล้วก็มีสารพัดวิธีที่จะเอาคืนกันอย่างเผ็ดแสบเสียด้วย

ถ้าจะคิดแบบพุทธ

ท่านไม่ได้ให้คิดจ้องดูความพินาศของใครไม่ใช่คิดว่าตัวเองเชื่อเรื่องผลของบาปแล้วจะมีอำนาจสั่งให้บาปเผล็ดผลเร็วๆแต่ท่านให้คิดสร้างทางโล่งแก่ตัวเอง

ถ้าอภัยไม่ได้ก็อย่าฝืนแกล้งอภัยให้หนักอกขึ้นไปอีกขอแค่อย่าถึงขั้นสาปแช่งหรืออยากเอาคืนก็แล้วกันและถ้าบาปของเขาไม่เผล็ดผลทันตาทันใจก็อย่าเพิ่งไปเร่งรัดทำนองว่า ไม่วิบัติให้ดูต่อไปจะไม่เชื่อว่าผลแห่งกรรมมีจริงอีกแล้ว

ขอให้เปลี่ยนจากเพ่งผลเขามาเป็นเล็งผลเรา คือ ถ้าอยู่กับกรรมดีเดี๋ยวนี้ ก็เห็นผลเป็นความสบายใจเดี๋ยวนี้

ส่วนเขาหรือเธอจะอยู่ด้วยกันเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ ก็ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาทำตัวเข้าหากันอย่างไรเป็นหลัก ถ้ากรรมของเขาคือตกลงรับคนของเราที่ไปหาเอง พวกเขาก็ไปสร้างกรรมสัมพันธ์กันในทางของเขา แต่ถ้ากรรมของเขาคือจงใจแย่งเราเขาก็แย่งเอาโชคร้ายไปจากเราแล้ว

ขอบพระคุณแหล่งทีมา : คุณดังตฤน